บ้านใกล้เรือนเคียง

posted on 22 Mar 2010 21:01 by patata

เอ้อ ไอ้อาจารย์ เย็นนี้ไอ้ช้างมันชวนกินเหล้าที่บ้านมันไปด้วยกันดิ

ไม่ได้กินเหล้ากะมึงนานแล้วนะ

เออ คุณลันครับ แล้วไอ้ที่คุณมานั่งกินกับผมเมื่อวานซืนที่บ้าจนเกือบเช้าเนี่ย

เรียกว่าน้ำใบเตยหรอครับคิดได้ดังนั้นผมก็ส่งเสียง อือออ ตกลงไปกับมัน

พร้อมทั้งบอกให้มันไปเจอผมแล้วให้มันจอดรถที่บ้านผมเลย

จะได้กันที่ไว้ให้ เนื่องจากบ้านของเจ้าภาพคืนนี้อยู่ห่างจากบ้านผมไปเพียง 4 -5 หลังเท่านั้น

 อีกทั้งจากชื่อคนชวนผมก็พอเดาได้ว่าจากการกินเหล้าธรรมดา

น่าจะเป็นงานเลี้ยงขนาดย่อมที่มีเพื่อนเก่าไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนแน่นอน

และบ้านผมก็จะกลายเป็นที่จอดรถไปโดยปริยาย

วงเหล้าคืนนั้นเป็นงานรวมรุ่นอย่างที่ผมคาดคะเนไว้ไม่มีผิด

กลุ่มเพื่อนสนิทผมมากันครบทุกคน สมกับเป็นโปรเจคของไอ้ช้างจริงข

นาดไอ้เจ้าที่ยุ่งแสนยุ่งในการสืบต่อธุรกิจของที่บ้าน ไอ้ช้างยังลากมาได้

นับถือเสียจริงๆ ผมเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกับถือเหล้ายี่ห้อนอกราคาแพง

ที่ผมถือวิสาสะหยิบมาจากตู้เหล้าของคุณพ่อไอ้ลันสร้างความชอบธรรมในการกระทำนั้น

ให้ผมว่านานๆกินที พ่อคงเข้าใจ....เอ้อลันครับ อาทิตย์ที่แล้วกูก็เพิ่งหยิบมาให้มึงนะครับ

การพบกันของกลุ่มเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนานย่อมเต็มไปด้วยความครึกครื้น

จากเสียงดนตรีที่ดังออกมาจากเครื่องเสียงชั้นเลิศราวกับว่าอยู่ในผับใดผับหนึ่งใจกลางเมือง

รวมทั้งเสียงคุย และเสียง ตะโกนโหวกเหวกแบบไม่เกรงใจฟ้าดิน

และเสียงหนึ่งในนั้นก็เป็นเสียงของผมเอง แสดงให้เห็นถึงดีกรีของแอลกอฮอล์ที่แล่นพล่าน

อยู่ในกระแสเลือดของผมและเพื่อนพ้อง...

ปกติผมเรียบร้อยนะครับเรียบร้อยในแบบที่เพื่อนทุกคนต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า

“ใครเป็นลูกศิษย์ไอ้อาจารย์มัน ซวยฉิบหาย”

หรือ “มึงลาออกเหอะหวะ เสียชื่อคณะ เสียชื่อมหาลัยเค้า

ครับผมรู้ครับ ว่าเพื่อนๆรักผมมาก

ผมเดินเซ็งๆไปเปิดประตูรั้วหลังจากที่ใครก็ไม่รู้มากดออดเอาตอนเกือบๆตีหนึ่ง

ในขณะที่เจ้าของบ้านที่กำลังติดพันในวงไพ่และออกตัวว่าไปสามารถปลีกตัวไปไหนได้

“ไอ้อาจารย์มึงอยู่ใกล้ประตูสุด ไปเปินั่น...สั่งครับสั่ง  

โอเคครับ...นี่ผมมึนๆแล้วนะเนี่ยผมถึงยอมทำตามที่มันพูด

ระหว่างทางจากประตูบ้านเดินออกไปที่ประตูรั้ว ผมรู้สึกได้ว่าผมเดินไม่ค่อยตรงแล้วครับ

ฤทธิ์เบียร์ ไวน์ และวิสกี้ ลงไปตีกันอยู่ในช่องท้องทำให้เครื่องในของผม

เต้นระบำตามจังหวะเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มภายในบ้าน

ทันทีที่ผมเปิดประตูรั้ว

ใบหน้าที่คุ้นใจ ใบหน้าที่สองสามวันมานี้มักแวบขึ้นมาในมโนภาพของผม

ก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าพร้อมกันโทรศัพท์มือถือในมือ

พร้อมกับพูดด้วยเสียงราบเรียบ เข้ากับใบหน้าบึ้งตึงของเธอ ว่าให้พวกผมเงียบๆหรือจะให้เธอแจ้งตำรวจ

เวรกรรมครับผมยังไม่ทันได้ทำแต้มให้เธอประทับใจเลย

ดูท่าว่าวันนี้จะโดนตัดแต้มจนติดลบแล้วกระมัง

แหม....เกลียดไอ้ช้างซะจริง!

ความฝัน

posted on 07 Apr 2009 20:02 by patata

 

เสียงเพลงของเมนเดลโซน (Felix Mendelssohn) ยังคงบรรเลงกลบเสียงเปรี้ยงปร้างของฟ้า

ยามฝนใกล้จะตก สาเหตุก็จากพายุซักลูกหนึ่งที่ผมก็จำชื่อไม่ได้

หลังจากที่ฟังการพยากาณ์อากาศจากกรมอุตุฯอย่างไม่ตั้งใจนักในช่วงข่าวภาคค่ำ

พลางคิดถึงบทสนทนาเมื่อตอนบ่ายระหว่างผมและเจ้าเพื่อนรัก

...ร้านกาแฟหรอ...

อืม... ยังไงดีหละ

ไอ้อยากทำมันก็อยากทำอยู่หรอกนะ

นอกจากจะเป็นอาจารย์แล้วความฝันของผมอีกประการนึงก็คือเปิดร้านกาแฟน่ารักๆ

ที่รวบรวมกาแฟ หนัง หนังสือและเพลงคลาสสิค

พูดง่ายๆก็คือรวมสิ่งที่ผมหลงไหลให้มาอยู่ในร้านเดียวกัน

จนถึงเคยเปรยกับไอ้ลันไว้ว่าถ้ามีโอกาสได้ทำจริงหละก็

ผมจะให้มันกระโดดข้ามสาขาที่มันทำงานอยู่ให้มาเป็นมัณฑนากรร่วมกับผมเสียด้วยซ้ำ

แต่พอดีว่าโอกาสในชีวิตเบนให้ผมมาเป็นอาจารย์ไปเสียก่อน

โครงการร้านกาแฟของผมจับต้องเก็บลงกล่องชั่วคราว

ไม่นึกว่าเธอก็เคยคุยเรื่องนี้กับมันเหมือนกัน...โลกจะกลมไปไหนกัน

อีกทั้งตอนนี้ผมยังสนุกกับการสอนและการเขียนหนังสืออยู่

ถ้าผมตัดสินใจทำผมก็ต้องแน่ใจว่าผมจะมีเวลาให้ร้าน

เพราะผมอยากจะดูแลลูกค้าด้วยตัวของผมเอง สมัยนี้หาลูกจ้างที่ไว้ใจได้ง่ายเสียเมื่อไหร่...

อีกทั้งเอาหนังสือจากชั้นหนังสือผมไปไว้ในร้านเนี่ยนะ...

ผมกลัวว่าคนอื่นเค้าจะอ่านไม่สนุกกันหละสิ

ก็นิสัยของผมหนะเวลาเจออะไรน่าสนใจหรืออ่านแล้วคิดอะไรได้

ผมก็ขีดก็เขียนลงไปในหนังสือนั่นหละ...แล้วลายมือผมอ่านรู้เรื่องซะที่ไหนกัน

                วันนี้ฝนไม่ตก...และผมก็ไม่ต้องไม่มีสอนและงานอะไรที่คณะด้วย

ผมจึงมีเวลาเต็มที่ให้หนังสือของผม

ซึ่งถ้าผมสามารถรักษาระดับความเร็วในการเขียนไปได้เท่านี้เรื่อยๆ

ตัวต้นฉบับก็น่าจะเสร็จไม่เกินวันอาทิตย์นี้

เพราะโครงเรื่องอะไรก็เรีบบร้อยหมดแล้วเหลือแต่เพียงใส่รายละเอียดปลีกย่อยและดูภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเงยหน้าจากงานตรงหน้าก็พบว่าเลยเที่ยงไปนานโข...

โดยไม่รู้ตัวผมก็พบตัวเองอยู่ในครัว...

กำลังโปะขนมปังลงบนชิ้นเนื้อย่างที่เหลือมาจากเมื่อคืน

เติมผักลงบนชิ้นเนื้ออีกนิดหน่อย ก็กลายเป็นอาหารกลางวันที่ง่ายและอร่อยถูกปากผมเป็นที่สุด

หลังจากจัดการเจ้าแซนด์วิชก้อนนั้นเสร็จผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ตั้งใจจะไปเดินหอศิลป์ใกล้ๆมหาวิทยาลัย

ที่วันนี้มีนิทรรศการใหม่มาจัดแสดงพอดี...

ชวนไอ้เจ้าเพื่อนตัวดีมันคงไม่ยอมมาแน่ หรือผมจะชวนเธอ...

หลังจากที่เราเจอกันโดยบังเอิญครั้งล่าสุดในร้านหนังสือบนห้างสรรพสินค้าชื่อดังกลางเมือง

ผมตกใจเล็กน้อยกับความบังเอิญแต่ก็ไม่นานพอที่เธอจะจับผิดสังเกตบนใบหน้าของผมได้

การเจอเธอที่ร้านหนังสือนั้นทำให้ผมรู้ได้ว่ารสนิยมการอ่านหนังสือของเธอนั้นกว้างพอๆกับผม

เราคุยกันเรื่องที่เราสนใจกันอย่างเพลิดเพลิน ก็ไม่พ้นเรื่องหนังสือ งานศิลป์และการดูหนัง

ที่เธอและผมคลั่งไคล้เหมือนๆกัน

สุดท้ายแทนที่ผมจะได้หนังสือติดไม้ติดมือกลับบ้านผมกลับได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอ...

                แล้วเจอกันนะคะไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ทันทีว่าตอนนี้ผมกำลังฉีกยิ้มกว้าง

อย่างไม่กลัวรอยย่นบนใบหน้า..

.ผมเหลือบไปมองนาฬิกาเรือนสวยบนผนัง

...อีกไม่กี่นาทีผมก็จะได้พบกับเธอโดยไม่ใช่ความบังเอิญแล้วหละ...

ร่มสีฟ้า

posted on 06 Apr 2009 21:09 by patata

            

วันนี้ผมกลับบ้านมาพร้อมกับหนังสือตำรากองใหญ่
เพื่อใช้ประกอบและค้นคว้าในการเขียนหนังสือของผม
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ผมสามารถหาข้อมูลจากโลกไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส
แต่การค้นคว้าโดยตรงจากหนังสือตำราก็ยังเป็นเสน่ห์ที่ผมหลงไหล เสน่ห์ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ผมคิดพลางนึกไปถึงเมื่อบ่ายที่ผมได้เจอเธอโดยไม่คาดฝันอีกครั้ง
ในวันฝนตก
เมื่อเธอกางร่มคันสีฟ้าคันนั้นมาปกป้องผมจากสายฝนที่ปรอยปรายลงมาจากฝากฟ้า
เจอกันอีกแล้วนะคะเธอพูดพลางยิ้ม...
ซึ่งในสายตาของผมยิ้มนั้นของเธอเป็นยิ้มที่ทำให้โลกรอบข้างกายเธอสดใส
ที่สำคัญความสดใสของรอยยิ้มเธอนั้น...แผ่ขยายมาถึงรอบกายของผมด้วย
               
ผมเดินคุยกับเธอไปเรื่อยๆจนถึงรถของผม
จะไปไหนหรือปล่าวครับ เดี๋ยวผมไปส่ง
ผมถามออกไปเรียบๆ แต่เธอจะรู้ไหมนะว่าผมเขิน...
"ขอบคุณค่ะ" เธอตอบพลายส่งรอยยิ้มที่แบบเมื่อวานมาให้ผม
รอยยิ้มที่ผมหลงเสน่ห์มันเข้าเต็มเปา

ผมเพิ่งสังเกตว่าเธอเป็นคนมีเสน่ห์ในทุกๆอิริยาบท
ในท่าทีที่แข็งๆแบบนั้นซ่อนความอ่อนหวานไว้ได้อย่างแนบเนียน
อีกทั้งท่าทีที่นุ่มนวลที่ไม่ค่อยจะได้เห็นนักนั้นซ่อนความมั่นใจไว้เต็มร้อย
และที่โดนใจผมมากที่สุดคือความเป็นศิลปินในตัวเธอนี่หละ...
"แต่ฉันขับรถมา"....หน้าแตกครับ...
ก่อนที่ผมจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติได้ทัน เธอก็ชิงพูดขึ้นมาว่า
"งั้นคุณก็ขับไปส่งฉันที่หน้าร้านเมื่อกี้ก็แล้วกัน เพราะฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย..."
                  ผมสะดุ้งสุดตัว ผละออกจากโลกในจินตนาการเมื่อเสียงโทรศัพท์กรีดร้องอยู่ข้างตัวผม
เสียงที่ผ่านมาทางลำโพงนั้นปรากฎเป็นเสียงที่ผมฟังแล้วอบอุ่นในหัวใจทุกครั้ง เสียงของแม่...
ครับ ผมก็รักแม่ครับหลังจากคุยกันกว่าครึ่งชั่วโมงผมก็วางสาย พลันตั้งสมาธิเพื่อทำงานตรงหน้า
ตอนนี้งานเขียนของผมเสร็จไปกว่า 70% แล้วเหลือเพียงเสริมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
หนังสือที่ผมเขียนนั้นเป็นเรื่องที่คนไทยยังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก
จึงเป็นงานที่ค่อนข้างยากในการเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา....
ที่สำคัญคือผมต้องรับมือกับทางสำนักพิมพ์ ที่โทรมาทวงต้นฉบับแทบจะทุกๆวัน...
เมื่อผมเงยหน้ามามองนาฬิกาอีกทีก็พบว่าล่วงเข้าวันไหนไปหลายชั่วโมงแล้ว
ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจหลังจากที่นั่งหลังขดหลังแข็งมาเป็นเวลานานพอให้รู้สึกปวดไปทั่วทั้งร่างกาย
               
เตียงนอนหนานุ่มและดนตรีคลาสสิคมักทำให้ผมผ่อนคลายได้เสมอ
เมื่อเย็นนี้หลังจากที่ขนหนังสือหลายสิบเล่มไปเก็บไว้ที่รถ
ผมก็แวะที่ศูนย์หนังสือของมหาวิทยาลัยเพื่อหาหนังสืออ่านเล่นสักเล่มหนึ่ง
จนเผอิญเจอหนังสือของนักเขียนไทยดาวรุ่ง
ชื่อหนังสือเล่มนั้นเรียกความสนใจของผมได้มากพอที่จะทำให้ผมหยิบมันขึ้นและก้าวขาไปจ่ายเงิน
...แปลก...คำๆนี้ลอยขึ้นมาในหัวของผมทันทีที่อ่านงานของเขาหรือเธอคนนี้
โครงสร้างเรื่อง สำนวน แนวคิด ต่างจากนักเขียนไทยทั่วๆไปที่ผมเคยอ่าน...
ผมว่าผมเคยอ่านหนังสือมามากนะ รวมทั้งหนังสือของไทยนี่แหละ
แต่ผมยังไม่เคยเห็นสำนวนของใครเป็นแบบนี้เลย
               
เสียงฝนตกกระทบหลังคาส่งเสียงรบกวนลำโพงชั้นยอดที่บรรเลงเพลงคลาสสิคระดับโลก
ที่ขับกล่อมผมอยู่ หากแต่ผมไม่รู้สึกรำคาญเจ้าเสียงฝนนี้เลยซักนิด
ตรงกันข้ามผมเอื้อมมือไปกดรีโมทคอนโทรลเพื่อหยุดการทำงานของเจ้าเครื่องเสียงนั้น
....ฝน...
ทำให้ผมนึกถึงเธอคนนั้น...สาวเสื้อส้มผู้ถือร่มสีฟ้า...